เตรียมตัวเรียนต่อจีน
ประเทศจีนไม่น่ากลัวอย่างที่คิด! รวมเรื่อง Culture Shock ที่คนไทยควรรู้ก่อนมาเรียนจีน
เรื่องเล่าจากการใช้ชีวิตในจีน ทั้งการพูดคุย การกิน การใช้มือถือ และการปรับตัว ที่ช่วยให้การมาเรียนภาษาจีนในต่างประเทศไม่น่ากังวลอย่างที่คิด

ถ้าพูดถึง “การมาเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีน” สิ่งที่หลายคนกังวลอาจไม่ใช่แค่เรื่องเรียนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการใช้ชีวิตในประเทศที่เราไม่คุ้นเคย
เราจะคุยกับคนจีนเข้าใจไหม? อาหารจะกินยากหรือเปล่า? ต้องพกเงินสดไหม? แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นจะปลอดภัยหรือเปล่า?
จริง ๆ แล้วก่อนมาประเทศจีน เราอาจมีภาพในหัวจากที่เคยเห็นในอินเทอร์เน็ตอยู่เยอะมาก แต่พอมาใช้ชีวิตจริง ๆ หลาย ๆ อย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลย
วันนี้พี่ ๆ A Plus เลยอยากจะมาแชร์ Culture Shock เล็ก ๆ ที่คนไทยอาจจะเจอเมื่อมาเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีน เรื่องบางเรื่องที่ตอนแรกอาจรู้สึกแปลก แต่พออยู่ไปสักพักก็กลายเป็นเรื่องปกติแบบไม่รู้ตัว
คนจีนไม่ได้พูดเสียงดังเพราะกำลังทะเลาะกัน!

หากพูดถึง Culture Shock ที่คนไทยหลายคนเจอเมื่อมาเรียนหรือมาใช้ชีวิตที่ประเทศจีน เรื่องนี้น่าจะติดอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้
ครั้งแรกเวลาเราเห็นคนจีนคุยกันในร้านอาหาร บนรถไฟฟ้า หรือสถานีรถไฟ บางครั้งอาจรู้สึกว่า “เอ๊ะ…เขาทะเลาะกันหรือเปล่า?” เพราะน้ำเสียงของคนจีนหลายคนฟังดูค่อนข้างดัง หนักแน่น และชัดเจนกว่าที่คนไทยคุ้นเคย โดยเฉพาะเวลาคุยกันหลายคน หรืออยู่ในสถานที่ที่มีเสียงรบกวน
แต่เสียงดังไม่ได้หมายความว่ากำลังโกรธหรือทะเลาะกันเสมอไป สำหรับคนจีนจำนวนมาก การพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังและชัด เป็นเพียงหนึ่งในลักษณะการสื่อสาร คนจีนมักแสดงความคิดอย่างตรงไปตรงมา พูดคุยกันอย่างเปิดเผย และมีความมั่นใจในการสื่อสาร
นอกจากนี้ คนจีนบางคนอาจมีการใช้สีหน้าและภาษากายที่ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะเวลาอธิบายหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาจจะมีการพูดแทรกกันบ้าง ทำให้ช่วงแรกเราอาจรู้สึกว่า “ทำไมดูจริงจังจัง” หรือ “เหมือนกำลังเถียงกันอยู่เลย”
เมื่อเราใช้ชีวิตในจีนนานขึ้น เราจะเริ่มแยกออกเองว่า อันไหนคือการพูดคุยตามปกติ และอันไหนคือการโต้เถียงกันจริง ๆ ทั้งจากน้ำเสียง สีหน้า และบรรยากาศโดยรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาปรับหู ปรับความเข้าใจ และความคุ้นเคย
วัฒนธรรมการกินที่อาจไม่เหมือนที่ไทย

อีกหนึ่ง Culture Shock ที่น่าจะเจอแทบทุกวันก็คือ วัฒนธรรมการกินและวิธีการรับประทานอาหาร
สำหรับเราที่คุ้นเคยกับการสั่งอาหารคนละจาน ช่วงแรกอาจรู้สึกแปลกอยู่ไม่น้อย เพราะเวลาคนจีนไปกินข้าวด้วยกัน โดยเฉพาะกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน อาหารมักไม่ได้ถูกสั่งมาเป็นของใครของมัน แต่จะเป็นการสั่งอาหารหลาย ๆ อย่างมาไว้ตรงกลางโต๊ะ พร้อมกับข้าวสวยที่แต่ละคนมีเป็นของตัวเอง จากนั้นทุกคนก็ใช้ตะเกียบคีบอาหารจากจานกลางมาใส่ชามของตัวเอง ทำให้ทุกคนได้ลิ้มลองอาหารหลากหลายเมนูในมื้อเดียว
อีกเรื่องที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือ ปริมาณอาหาร (Portion) ของร้านอาหารในจีน เพราะหลาย ๆ ร้านให้มาในปริมาณค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะร้านอาหารจีนแบบท้องถิ่น หากไปกินกันหลายคน การสั่งอาหารมาแชร์กันจึงมักจะคุ้มกว่า ทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายและยังได้ลองเมนูที่หลากหลายมากขึ้น โดยไม่ต้องสั่งคนละจานจนเหลืออาหารทิ้ง
ส่วนเรื่องตะเกียบก็อาจต้องใช้เวลาปรับตัว โดยเฉพาะเมนูที่ต้องคีบอาหารชิ้นเล็ก ๆ เส้นก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารที่มีน้ำซุป บางครั้งอาจทำอาหารหล่นหรือคีบไม่ถนัดเป็นเรื่องปกติ
หลังจากใช้ชีวิตในจีนไปสักพัก เราจะเริ่มใช้ตะเกียบได้คล่องขึ้นโดยไม่รู้ตัว และการกินอาหารแบบแชร์กันก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ จนบางครั้งกลับรู้สึกสนุก เพราะได้ชิมอาหารหลายเมนูในมื้อเดียว และยังเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้นั่งพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองอีกด้วย
ชีวิตประจำวันที่ทุกอย่างอยู่ในมือถือ

เรื่องที่หลายคนรู้สึกประทับใจหลังจากมาใช้ชีวิตที่ประเทศจีนคือ ความสะดวกของการใช้แอปพลิเคชันในชีวิตประจำวัน จนหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เออ…สะดวกกว่าที่คิดแฮะ”
เพราะชีวิตประจำวันหลายอย่างสามารถจัดการผ่านมือถือได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การชำระเงิน การเดินทาง หรือแม้แต่การสั่งของใช้เข้าที่พัก ทำให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งที่ขาดแทบไม่ได้ในแต่ละวัน
แอปพลิเคชันที่นักศึกษาต่างชาติใช้บ่อย

WeChat
ใช้พูดคุยกับเพื่อน อาจารย์ เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย รวมถึงร้านค้าหรือกลุ่มต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย หลายครั้งการประกาศข่าวสารหรือการติดต่อสำคัญก็มักจะเกิดขึ้นผ่าน WeChat

Alipay
ใช้สำหรับชำระเงินในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านกาแฟ หรือแม้แต่ร้านค้าริมทาง หลายร้านรองรับการจ่ายเงินผ่าน QR Code เป็นหลัก

Meituan
หากไม่อยากออกจากหอพัก หรือกำลังอ่านหนังสือสอบ ก็สามารถสั่งอาหารให้มาส่งได้ถึงหน้าหอ มีตัวเลือกหลากหลายและใช้งานได้สะดวก

DiDi
แอปเรียกรถที่ได้รับความนิยมในจีน ใช้งานคล้ายกับบริการเรียกรถในหลายประเทศ เพียงระบุจุดรับและจุดหมายปลายทาง ก็สามารถเรียกรถผ่านมือถือได้ทันที


Pinduoduo และ Taobao
แอปช้อปปิ้งออนไลน์สำหรับของใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกระดาษทิชชู่ อุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า หรือของใช้ในหอพัก สามารถสั่งซื้อออนไลน์และรอรับสินค้าที่ที่พักได้อย่างสะดวก
ช่วงแรกอาจรู้สึกว่าต้องเรียนรู้อะไรใหม่เยอะ ทั้งการสมัครบัญชี การยืนยันตัวตน การเชื่อมต่อบัตรหรือบัญชีธนาคาร รวมถึงการใช้งานแต่ละแอป แต่เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้ว จะพบว่าการใช้ชีวิตในจีนสะดวกมาก เพราะหลายอย่างสามารถจัดการได้จากมือถือเพียงเครื่องเดียว
อยากทำอะไรก็ทำ ตราบใดที่ไม่รบกวนคนอื่น

มีอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เจอในจีน แต่พอมาใช้ชีวิตจริง ๆ แล้วกลับรู้สึกชอบมาก นั่นก็คือ บรรยากาศของการใช้พื้นที่สาธารณะ
ตอนแรกเราคิดว่าประเทศจีนน่าจะมีกฎระเบียบเยอะ ทุกคนต้องทำอะไรเป็นแบบแผน แต่พอได้ใช้ชีวิตจริง ๆ กลับรู้สึกว่าหลาย ๆ พื้นที่ค่อนข้างเปิดกว้าง และคนก็ให้พื้นที่กันพอสมควร
มีครั้งหนึ่งเราไปวิ่งที่สนามแห่งหนึ่ง ตอนแรกก็คิดว่าคงมีแต่คนมาวิ่ง เพราะมีทั้งลู่วิ่งและสนามกีฬา แต่พอไปถึงจริง ๆ ภาพที่เห็นกลับต่างจากที่คิด มีทั้งคนวิ่ง คนเดินออกกำลังกาย คนเต้นออกกำลังกายเป็นกลุ่ม คุณลุงคุณป้ามาเปิดเพลงเต้นกันอย่างสนุก เด็ก ๆ เตะบอล บางกลุ่มก็มานั่งคุยกัน บางคนพาสุนัขมาเดินเล่น หรือแม้แต่คนที่แค่มานั่งพักรับลม หรือเล่นโทรศัพท์ก็มี
ตอนแรกเราก็แอบคิดว่า “เอ๊ะ…มันไม่วุ่นวายเหรอ?” แต่พอมองไปสักพัก กลับรู้สึกว่าทุกอย่างมันลงตัวแบบแปลก ๆ คนที่อยากวิ่งก็วิ่งไปตามลู่วิ่ง คนที่อยากเต้นก็ใช้พื้นที่ของตัวเอง คนที่อยากเตะบอลก็เล่นกันในโซนของตัวเอง แต่ละกลุ่มเหมือนจะรู้ขอบเขตโดยไม่ต้องมีใครบอก และแทบไม่มีใครไปก้าวก่ายหรือรบกวนกัน
มันทำให้เรารู้สึกว่า คนที่นี่ค่อนข้าง “เป็นตัวของตัวเอง” ในพื้นที่สาธารณะ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะทำอะไรก็ได้ แต่เป็นความรู้สึกประมาณว่า “อยากทำอะไรก็ทำเลย ขอแค่ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น” ไม่มีใครมานั่งจ้องว่าเรากำลังทำอะไร ถ้าสิ่งที่คุณทำไม่ได้ไปกีดขวางหรือรบกวนคนอื่น ทุกคนก็ใช้เวลาของตัวเองได้เต็มที่
พออยู่ไปเรื่อย ๆ เราก็เริ่มชอบบรรยากาศแบบนี้ เพราะมันทำให้รู้สึกผ่อนคลาย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมองหรือมาตัดสิน และแน่นอนว่าในทุกประเทศก็มีทั้งคนที่ทำตามกฎและคนที่ไม่ทำ แต่จากประสบการณ์ที่เราเจอ ส่วนใหญ่ผู้คนในจีนก็พยายามเคารพพื้นที่ของกันและกันพอสมควร จนทำให้การใช้พื้นที่สาธารณะเป็นไปอย่างราบรื่น
เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกคนก็แค่ใช้พื้นที่เดียวกันในแบบของตัวเอง แฮปปี้ในพื้นที่ของตัวเอง และไม่ไปกวนพื้นที่ของคนอื่น
แล้วประเทศจีนไม่น่ากลัวจริงไหม?

ถ้าถามว่าประเทศจีนเหมือนประเทศไทยไหม? คำตอบคือ ไม่เหมือนแน่นอน ทั้งภาษา วัฒนธรรม อาหาร วิธีการใช้ชีวิต ไปจนถึงระบบต่าง ๆ มีหลายอย่างที่แตกต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคยมาก
แต่ความแตกต่างไม่ได้แปลว่า “น่ากลัว”
ก่อนมาจีน เราเองก็เคยคิดเหมือนกันว่าการมาอยู่ต่างประเทศคนเดียวจะต้องน่ากังวล โดยเฉพาะเรื่องการเดินทาง การกลับหอช่วงกลางคืน หรือการอยู่ในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย แต่พอมาใช้ชีวิตจริง สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้คือ หลายพื้นที่ในจีนมีระบบรักษาความปลอดภัยและการจัดการพื้นที่สาธารณะที่ค่อนข้างเข้มงวด ตามสถานที่ต่าง ๆ มักจะมีกล้องวงจรปิด และพื้นที่อย่างมหาวิทยาลัย ห้าง สถานีรถไฟ หรืออาคารต่าง ๆ ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยของตัวเอง ทำให้เวลาใช้ชีวิตประจำวันเรารู้สึกว่ามีระบบคอยดูแลอยู่พอสมควร
และแน่นอนว่า ไม่ได้หมายความว่าประเทศจีนไม่มีอาชญากรรม หรือเราสามารถประมาทได้ ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน เราก็ยังควรดูแลของมีค่า ระวังมิจฉาชีพ และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เสี่ยง โดยเฉพาะตอนกลางคืน
แต่สำหรับเรา สิ่งที่ต้องปรับตัวมากกว่าความปลอดภัย อาจเป็น Culture Shock มากกว่า เพราะเมื่อทุกอย่างรอบตัวไม่เหมือนที่บ้าน เราอาจรู้สึกงงหรือไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่นี่ถึงใช้ชีวิตแบบนี้ แต่พอเราเริ่มเปิดใจและพยายามเข้าใจว่า “ที่นี่เขาก็มีวิธีของเขา แล้วเราจะเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากันยังไง?” เราจะค่อย ๆ เข้าใจความแตกต่างมากขึ้น
และวันหนึ่งเราอาจกลับมาคิดว่า… “เออ จริง ๆ แล้วชีวิตที่จีนก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนี่นา” 🇨🇳 ✨
อยากลองมาเรียนและใช้ชีวิตที่ประเทศจีน?
เลือกดูหลักสูตรเรียนภาษาจีนที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ ทั้งหลักสูตรระยะสั้น 1 เดือน หลักสูตร 1 เทอม และหลักสูตร 1 ปี
ดูหลักสูตรเรียนภาษาจีนที่จีน